เรื่องของเรา

posted on 25 Jul 2008 00:06 by pedroparamo
เวลาคนอื่นๆ เครียด มักเดินมาหาฉัน นอนไม่หลับ ไม่มีเพื่อนกินข้าว อารมณ์ไม่ดี ทะเลอะกับแม่ มากมาย ก็เดินมาหาเรา
เรายินดี เป็นเพื่อน รับฟัง เป็นทุกอย่างที่อยากให้เป็น
ทำงานอยู่ก็หยุดทำ แล้วมาอดหลับอดนอนทำเอาตอนหลัง
ง่วงนอน ก็ยอมอดนอนนั่งเป็นเพื่อน แล้วมาหยุดทำงานนอนเอาตอนเช้า


แต่.................
ทำไมเวลาเราเศร้า ไม่มีใครรู้ หรือสนใจเลยเนอะ
เศร้าว่ะ
แค่อยากบอกว่าเศร้านะ   ..................... แต่ไม่มีคนฟังอะ

เรื่องของเราก็คือเรืองของเรา
แต่ทำไมเรื่องจองเขาเต้องกลายเป็นเรื่องของเราด้วย??????
 

ฉันโบกรถเมื่อวันก่อน   ปกติก็ทำเป็นประจำ

เด็กมหิดล (กาญ) ก็ทำกันเป็นกิจวัตร เมื่อต้องการจะเข้าเมือง (ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร)

แต่เมื่อวานนี้แหละ ที่ทำให้รู้สึกว่าการโบกรถเป็นอะไรที่ลำบากมากกกกกกก
เพราะไม่เคยต้องใช้เวลาโบกนานขนาดนี้มาก่อน โบกแล้วไม่มีคันไหนจอดสักคัน  
ฉันต้องหยิบกระจกมาส่องหน้าตัวเอง(หรือว่าฉันหน้าคล้ายๆ กับพี่น้องโจรหรือไงนะ) การแต่งตัวก็....ชุดออกฟิวปกติ (กางเกงยีน เสื้อฟิวแขนยาว) ไม่มีส่วนใดบ่องบอกว่าเป็นคนร้ายสักนิดนะ (อันนี้คิดเอา)

เมื่อสองปีก่อนหน้านี้การโบกรถเป็นสิ่งน่ารัก และเป็นกิจกรรมที่สนุกมากกกกกกกกกก สำหรับพวกเรา แต่มาช่วงหลังนี่แหละที่รู้สึกว่า คนไทยเริ่มแล้งน้ำใจมากขึ้น ฉันโบกไป บ่นไป

"ใจร้าย......"
"ประเทศไทย......ใจร้ายจัง"
"ไปด้วยไม่ได้หรอ"
"ยิ้ม....(บางคันยิ้ม)......ยิ้มแล้วไม่รับ ไม่ต้องมายิ้มเลยนะ"

นานาคำบ่น ที่นึกออก  คนแถวนั้นก็ออกมายืนดู  จะดูทำไม.....มาช่วยกันโบกนี่ มา

ในยุคที่น้ำมัน ราคาใกล้เคียงกับทองคำ.....เราคนไทยควรช่วยกันซิ  จริงไหม  การที่จะรับใครสักคนที่ไปทางเดียวกันขึ้นรถ มันจะทำให้รถคุณซดน้ำมันมากขึ้นสักกี่ตังกัน??????
ทำบุญทำทานกับนักศึกษา ตาดำๆ หน่อยนะ

การเดินทางที่มหิดลกาญ ไม่ใช่เรื่องง่าย รถเมล์ ไม่ได้มีมาบ่อยนัก พอเข้าไปในเมืองได้ก็ต้องไปต่อรถอีก กว่าจะถึงที่หมาย บางคนต่อรถ ถึงสามต่อเชียวนะ

ฉันไม่ได้ว่าอะไรหากใครคิดว่าไม่จำเป็น แต่ขอได้ไหมล่ะ

และอีกอย่างหนึ่ง......ฉันฝันอยากให้มีรถทะเบียน " กรุงเทพฯ" จอดรับพวกเราสักครั้ง เพราะตลอดเวลา 3 ปี ไม่เคยมีรถทะเบียนนี้จอดเลยสักคัน......มีแต่รถต่างจังหวัดทั้งนั้น

"คนกรุงเทพฯ .......ใจร้าย"

และรถที่จอดรับ....ขอบอกว่าไม่เคยมีรถใหม่ๆ นักหลอก  คนจนใจดี ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ ถึงจะมีตังเติมน้ำมันไม่เต็มถัง   แต่น้ำใจที่เติมมานั้น ไม่มีขาดเลยจริงๆ

ออกมาโบกตั้งแต่เช้า จนตอนนี้ตะวันเริ่มสาดแสงแรงกล้าแล้ว ในที่สุดก็มีคนจอดรับพวกเรา เย้ เย้

คุณลุง.....ใจดี.........ขับไปส่งถึงถ้ารถเลย
"ขอบคุณค่ะ"

การโบกรถก็ยังคงสนุกสำหรับฉันเหมือนเดิม.....และจะทำต่อไปแม้จะเหนือยยากกว่านี้ก็ตาม  อย่างน้อยก็จะได้ทราบความเป็นไปของ....คนไทย

ฝากไปให้คิดก็แล้วกันนะ

สำหรับใครที่คิดว่าจะผ่านมาทาง......ไทยโยคน้อย....กาญจนบุรี  หากพบพวกเราโบกรถ อยู่   ก็ช่วยจอดรับทีนะคะ............ถือว่าสงเคราะห์เอาบุญ

เพื่อนคนหนึงบอกกับฉันว่า "ทุกครั้งที่กลับบ้าน สิ่งแรกที่ทำคือการไปกราบรูปของปู่"

ฉันว่า ... เราควรทำสิ่งนั้นทุกวันในตอนที่ท่านยังมีชีวตอยู่

......

...

ตาของฉันป่วย ป่วยมานานแล้ว ฉันอยู่กับท่าน ดูแล พูดคุย ให้ความรักและเอาใจใส มากเท่าที่หลานคนหนึ่งจะทำให้ได้ (อย่างน้อยก็ไม่น้อยหน้าหลานคนอื่นๆ)  แต่เนื่องด้วยฉันต้องไปเรียนต่างจังหวัดเลยไม่ค่อยมีเวลาได้กลับบ้านมากนัก แต่ฉันก็ยังโทรมาทักทายพูดคุยแก้เหงาให้ท่านเสมอๆ จนวันหนึ่งฉันวางแผนจะไปเที่ยวกับเพื่อนที่ภาคอีสาน ระหว่างที่นั่งรอรถไฟอยู่ โทรศัพท์จากยายก็เข้ามาบอกว่าตาเข้าโรงพยายบาลอาการหนัก อาจไม่รอดคืนนี้

ฉันตัดสินใจโทรหาน้องชายที่กรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านพร้อมกัน โดยอีกใจก็ยังลังเลอยู่ว่าจะไปเที่ยวดีหรือไม่ เลยวัดดวงเอาว่าถ้าน้องรับโทรศัพท์ ฉันจะกลับทันที    ..........  แต่น่าเสียดายที่น้องฉันติดธุระทำให้เราคลาดกัน

ฉันไปเที่ยว.......

ตาเสียชีวิตในคืนถัดมา

ฉันรีบกลับบ้านทันที.......................ในเวลาที่สายไป

ฉันไปกราบศพท่าน ขออโหสิกรรม

ฉันไม่ได้ร้องไห้เลย ... ไม่มีน้ำตาออกมาสักหยด....................แต่เรื่องนี้ยังคงติดค้างอยู่ในใจฉันจนวันนี้ (ก็เกือบปีแล้ว)

 

หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านพ้นไป ไม่ว่าฉันจะทำอะไร ดีกับยาย พ่อ และแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ทุกคน มากแค่ไหน มันก็ไม่สามารถเทียบเคียง หรือทดแทน ความรู้สึกสำหรับเหตุการณ์นั้นได้ ฉันไม่เคยให้อภัยตัวเองเลยสักครั้ง แต่ฉันก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว    ก็ได้แต่บอกตัวเองว่าจะไม่ยอมให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 และถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้ใครได้พบกับเหตุการณ์เช่นนี้เลย

 

คงมีหลายคนรู้และเคยได้ยินคำพูดที่ว่า "เวลาอยู่ด้วยกันให้พยายามทำดี ให้รักกันเข้าไว้มากๆ เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกหรือไม่ในวันพรุ่งนี้"

ฉันเอง ได้ยินบ่อย รู้ เชื่อ และคิดว่าเข้าใจความหมายของมันดี ในตอนนั้น  แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกจริงที่เกิดขึ้นในตอนนี้

 

อยากขอให้ทุกคนตระหนักและเข้าใจมันอย่างจริงจัง อย่าได้แต่เข้าใจแบบที่ฉันเคยเป็นเพราะในความเป็นจริงแล้วมันเจ็บลึก เจ็บนาน และไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต

และที่น่าเจ็บใจคือ เราไม่สามารถ แก้ไข หรือกระทำการใดๆ ต่อมันได้เลย

ความตาย.....................ไม่เคยปราณีใคร    ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่อยู่ หรือคนที่จากไปก็ตาม

edit @ 10 May 2008 18:48:55 by เสื้อกันหนาว